TCC Land ปั้น 3 โปรเจ็คยักษ์ สานต่อเอเชียทีค

TCC Land

ภาพจาก www.gotomanager.com

            ต้องยอมรับว่าในเมืองไทย แหล่งท่องเที่ยวที่เหล่าหนุ่มๆสาวๆนิยมไปเที่ยวกันในตอนนี้ มักจะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ มีธีมเฉพาะตัวและสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนในปัจจุบันอย่างไร้ขีดจำกัด และด้วยความสำเร็จของผลตอบรับที่กำลังโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ TCC Land หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านธุรกิจศูนย์การค้า ผู้ให้ก่อกำเนิดสถานที่สุดฮิปริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเอเชียทีค ได้เล็งเห็นถึงโอกาสและช่องว่างของการสร้างแหล่งช้อปปิ้งใหม่ๆ โดยพร้อมจะเดินหน้าลงทุนต่อไป ซึ่งจะมีโครงการอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นอีกนั้น ไปติดตามกันได้เลยครับ

 

            นายณภัทร เจริญกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มรีเทล บริษัท TCC Land แอสเสท เวิรด์ จำกัด ในเครือ TCC Land เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้าเครือ TCC Land มีแผนจะเดินหน้าขยายการลงทุนในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ด้วยงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการขยายสาขาแบรนด์ “เอเชียทีค” 3,500 ล้านบาท, “เกตเวย์” 5,000 ล้านบาท และ “บ็อกซ์สเปซ” 1,500 ล้านบาท

           โดยจะเริ่มจากการขยายสาขาเกตเวย์ อีก 1-2 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามด้วยเอเชียทีค 6 สาขา ประกอบด้วย เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน ภูเก็ต สมุย และที่เจริญกรุง เฟส 2 ซึ่งแต่ละสาขาของเอเชียทีค จะมีในส่วนของธุรกิจโรงแรมรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้จะทำการปรับปรุงพันธุ์ทิพย์ทั้ง 4 สาขา ได้แก่ ประตูน้ำ งามวงศ์วาน บางกะปิ และเชียงใหม่ ให้แล้วเสร็จในช่วง 2 ปีข้างหน้า รวมถึงการขยายสาขาบ็อกซ์สเปซ อีก 3-4 สาขา ในทำเลทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทั้งนี้หากดำเนินตามแผนดังกล่าว จะทำให้พื้นที่ค้าปลีกของเครือ TCC Land สามารถสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า

           อย่างไรก็ตามปัจจุบัน TCC Land แอสเสท เวิรด์ มีศูนย์การค้าที่อยู่ในการดูแลรวม 5 แบรนด์ ประกอบด้วย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, เกตเวย์, เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์, พันธุ์ทิพย์ และบ็อกซ์สเปซ รวมมูลค่าโครงการกว่า 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ TCC Land แอสเสท เวิรด์ เชื่อมั่นว่าภาพรวมธุรกิจศูนย์การค้าของไทยในช่วงปลายปี 2558 นี้จะเริ่มดีขึ้น และหากมองไปในปี 2559 ก็เชื่อว่าจะสดใสขึ้นอย่างแน่นอน

          นายมานพ คำสว่าง ผู้จัดการทั่วไป เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ กล่าวว่า ภาพรวมของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ในปี 2558 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนสิงหาคม ยอดนักท่องเที่ยวสูงกว่าปี 2557 ถึง 20% ด้วยการวางแผนงานที่มีประสิทธิภาพที่สามารถรองรับสถานการณ์ภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้ดี ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมามากขึ้น และคาดว่าจะกลับมาครบ 100% ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล จึงมั่นใจว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์มากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเอเชีย 3 อันดับแรก ได้แก่ ไต้หวัน จีน ฮ่องกง แต่ที่น่าจับตาคือนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียที่เข้ามามากขึ้น

          ทั้งนี้ในช่วงของฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่นเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เตรียมแผนในการจัดงานอีเว้นท์ต่างๆที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งยังมุ่งเน้นการกระตุ้นด้านช็อปปิ้งของนักท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมความเป็นตลาดเฉพาะหรือนิชมาร์เก็ต ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ได้มากขึ้น

          นายมานพกล่าวว่า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ได้เปิดให้บริการมา 4 ปีแล้ว จึงต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์กับกระแสหรือเทรนด์ของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้า Gen Y ในแถบเอเชียที่มีไลฟ์สไตล์การแต่งตัวคล้ายคลึงกัน จึงได้ปรับโฉมของโกดัง 5, 7, 8 และ 9ให้มีความทันสมัยและสะท้อนความเป็นแฟชั่นมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ “URBANO”ที่มี “Concept : New Era of Urbanista”และ “Gimmick : Friday Night” ที่จะทำทุกวันของทุกคนให้เป็นวันศุกร์ โดยได้เปิดตัวURBANO Zone ไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และได้รับผลรับที่ดีจากลูกค้า

 

ที่มา:  หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Leave a Reply