เอเชียทีค ทุ่มงบ พัฒนาพื้นที่ ดึงนักท่องเที่ยว

เอเชียทีค

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

            Asiatique the Riverfront หรือ เอเชียทีค ทุ่มงบ 300 ลบ. เนรมิตไฮไลท์ใหม่ ดูดนักท่องเที่ยวไทยและเทศ พร้อมอัดกิจกรรมตลอดปี 60 ในโอกาสดำเนินธุรกิจสู่ปีที่ 5 คาดปี 60 มีรายได้เติบโต 13%

            นายมานพ คำสว่าง ผู้จัดการทั่วไป โครงการ Asiatique the Riverfront เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา Asiatique the Riverfront ได้แสดงศักยภาพจนสามารถพัฒนาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองไทยได้สำเร็จ และได้รับรางวัลต่างๆ มาครองได้อย่างสมภาคภูมิ อาทิ รางวัล PEOPLE’S CHOICE AWARDS THAILAND “Top Choice Shopping Area” 2016 ที่ได้รับการโหวตโดยกลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศจีน ซึ่งจัดขึ้นโดย ททท. และ รางวัล Recreational attraction standard excellent level 2015-2017 ในปี 2016

           สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นสถานประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวยอดเยี่ยมที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวด้วยความเป็นเลิศ โดยในปีนี้เราได้จับมือร่วมกับบริษัททัวร์ชั้นนำ ของไทยกว่า 400 บริษัท การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA เพื่อร่วมโรดโชว์ในต่างประเทศ เพราะถือเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างให้เกิดการรับรู้ และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอย่างยั่งยืน

          ในด้านการพัฒนาร้านค้าที่ผ่านมา มีร้านค้าและร้านอาหารเปิดใหม่ อาทิ ร้านมินิโซ ร้านเถ้าแก่น้อย ร้านจินจูหูฉลาม ร้านโอชา โดยแต่ละร้านมีจุดเด่นที่สามารถดึงดูดความต้องการกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ และในปัจจุบัน Asiatique the Riverfront หรือ เอเชียทีค ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของไทยที่จุดประกายให้การท่องเที่ยวริมแม่น้ำได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งพิจารณาจากอัตราการเข้าพักของโรงแรมย่านริมน้ำจากเดิมอยู่ที่ 35% ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 80% ในปัจจุบัน

           กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในโครงการแบ่งเป็นนักท่องเที่ยวไทย 40% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 60% โดย 5 ประเทศหลักในโซนเอเชียประกอบด้วย ไต้หวัน จีน เกาหลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย และ ขยายตลาดไปยังโซนยุโรป โดยอัตราการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเฉลี่ยที่ 1,500 บาท และ 2,000 บาทตามลำดับ

             ในอนาคตอันใกล้เราได้เตรียมพัฒนาไฮไลท์หลักใหม่ๆ เพื่อเพิ่มสีสันการท่องเที่ยวใหม่ๆ อาทิ การสร้างเรือรบหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ขึ้น เพื่อนำมาจอดเทียบท่า เอเชียทีค ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนขออนุญาตและคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างอีก ประมาณ 18 เดือน ซึ่งเราวางแผนจะพัฒนาเป็นร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งเพื่อสร้างประสบการณ์ความประทับใจใหม่ให้เกิดขึ้นแก่ผู้มาเยือน ซึ่งจะดำเนินงานโดย ฟู้ด ออฟ เอเชีย

นายมานพ กล่าวเพิ่มเติมว่า

           เรายังได้วางแผนขยายท่าเรือเป็น 3 ท่า ซึ่งจะเป็นท่าเรือที่ยาวที่สุดที่สามารถรองรับเรือสำราญได้พร้อมกันถึงสองลำ และปรับพื้นที่รองรับการจอดของเรือท่องเที่ยว Dinner Cruise คาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในปี 60 หากก่อสร้างเสร็จแล้วจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการแวะท่องเที่ยว และที่สำคัญยังได้เพิ่มจำนวนเรือโดยสาร ของเอเชียทีคให้เพียงพอต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

นายมานพ กล่าวต่อไปอีกว่า

           การปรับพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร เพื่อพัฒนาเป็น High Street Fashion Zone บนพื้นที่บริเวณซอย 4 และปรับสไตล์การนำเสนอสินค้าในโกดัง 7 และ 8 ให้เป็น Urbano Zone อย่างเต็มรูปแบบ และยังมีแผนการพัฒนา Beauty Zone ฝั่งลานจอด 2 เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางสินค้า ที่สามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน โดยการพัฒนาทุกไฮไลท์ที่กล่าวมานี้จะใช้งบประมาณรวม 150 ล้านบาท

นายมานพ คำสว่าง อธิบายเพิ่มเติมว่า

           โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ วางแผนการจัดกิจกรรม Iconic Event สำคัญต่างๆ ขึ้นตลอดปี อาทิ เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ งานฟูลมูนปาร์ตี้ และกิจกรรมใหม่ๆ อีกทั้งในปี 60 พิเศษกว่าทุกปีด้วยการจัดงานครบรอบ 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างให้เกิดการรับรู้ในศักยภาพของพื้นที่ที่รองรับการจัดงานใหญ่ๆ ระดับประเทศได้อีกด้วย โดยคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงกลางปี 60

ด้านแผนการจัดกิจกรรมช่วงส่งท้ายปีนั้น นายมานพ คำสว่าง กล่าวเสริมว่า

          ในปีนี้เราได้จัดสรรงบการตลาดไว้ เพื่อสร้างการรับรู้ตลอดจนกระตุ้นให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะได้ร่วมหารือแนวทางกับสมาคมธุรกิจการค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาถึงแผนกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวแล้ว เรายังได้ผนึกพลังร่วมกับพาร์ทเนอร์แบรนด์ในธุรกิจต่างๆ จัดแคมเปญโปรโมชั่นร่วมกัน อาทิ การจับมือกับธุรกิจสายการบิน ได้แก่ การบินไทย และแอร์เอเชีย ในการมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่กลุ่มลูกค้าสายการบินนั้นๆ และพร้อมที่จะขยายความร่วมมือไปยังสายการบินอื่นๆ ในอนาคต

 

ที่มา : www.ryt9.com           /      ภาพ : pinterest

Leave a Reply