บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน PPP ไฮสปีด 1.7 แสนล้าน

รูปที่ 4 บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน

บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน PPP ไฮสปีด ประเดิมสายแรก กทม.-โคราช

           ในที่สุด “รถไฟไทย-จีน” โครงการของ 2 รัฐบาล มูลค่า 5.3 แสนล้านบาทก็ล่มกลางคัน หลังไทยกล่อมจีนไม่สำเร็จในการร่วมลงทุนทั้งโปรเจ็กต์ 60% ภายใต้ “SPV-บริษัทร่วมลงทุน” โดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ปรับสูตรใหม่เพื่อรับความเสี่ยงของโครงการร่วมกัน

บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน เคาะไทยลงทุนเอง

         ล่าสุด “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ที่ใช้เวทีประชุมความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 ที่ประเทศจีน หารือทวิภาคีกับ “หลี่ เค่อเฉียง” นายกรัฐมนตรีจีน และได้ข้อสรุปคือ “ไทยจะลงทุนเองทั้งหมด” หลังเจรจากันมานานแรมปี

         “เรื่องรถไฟปล่อยมา 2 ปีแล้ว คิดว่าถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ จากสถานการณ์ปัจจุบันและทบทวนข้อมูลทั้งหมด เห็นว่าเราจะไม่ร่วมกับจีนแล้ว ทำเองดีกว่าเพราะเรามีขีดความสามารถและเตรียมงบประมาณไว้แล้ว” นายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า

บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน ประเดิมสายแรก ภาคอีสาน

            จะสร้างสายอีสานก่อน เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบ แหล่งแรงงาน สถานประกอบการและมีจังหวัดใหญ่ ๆ ที่เข้มแข็ง เริ่มจากกรุงเทพฯ-โคราช 250 กม. เป็นรถไฟความเร็วสูง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงเศษ จะเริ่มให้เร็วที่สุด ให้เริ่มต้นในรัฐบาลชุดนี้

           “การทำงานยังเป็นแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน ในด้านเทคโนโลยีใช้จากจีน มีวิศวกรมาถ่ายทอด มาช่วยเราก่อสร้าง คนงานก่อสร้างก็เอาของไทย แต่ของบางอย่างที่ทำเองไม่ได้ก็ซื้อเขา ทั้งหมดเป็นการจ้างก่อสร้าง แต่ใช้เงินในประเทศเรา อาจมีการร่วมทุนกับเอกชนบ้างเรื่องระบบรถ ราง และอาณัติสัญญาณ ซึ่งให้กระทรวงคมนาคมไปดำเนินการแล้ว”

รถไฟไทยจีนบิ๊กตู่

บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน โมเดล 3 รัฐบาล

ปิดฉากรถไฟความเร็วปานกลาง

          สอดคล้องกับแหล่งข่าวในกระทรวงคมนาคมที่กล่าวว่าผลเจรจาออกมาแบบนี้เท่ากับพับแผนโครงการไปโดยปริยายจากเริ่มต้นเจรจาเมื่อต้นปี 2558 ผ่านมา 9 ครั้งยังไม่มีบทสรุป ทั้งหมดเป็นเพียงข้อตกลงตามกรอบความร่วมมือเท่านั้น

          เมื่อจีนตัดบทไม่ร่วมลงทุนด้วย โครงการก็ปรับรูปแบบจากรถไฟความเร็วปานกลาง 160-180 กม./ชม. มาเป็น “รถไฟความเร็วสูง” หรือไฮสปีดเทรนที่วิ่งด้วยความเร็ว 200-250 กม./ชม. ตามผลศึกษาเดิมของรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มา เพราะรถไฟความเร็วปานกลางไม่เคยมีมาก่อนในโลก

ดึงเอกชน PPP งานระบบ-เดินรถ บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน


          ที่สำคัญได้ปรับรูปแบบการลงทุนเป็น PPP โดยรัฐบาลไทยลงทุนงานโครงสร้างพื้นฐาน และให้เอกชน (ไทย หรือจีน) ลงทุนงานระบบและเดินรถ เป็นไปได้ว่าอาจจะใช้เทคโนโลยีจากจีน

        “นายกรัฐมนตรีมองว่า การลงทุนเฟสแรกกรุงเทพฯ-แก่งคอย-โคราช วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท ไทยมีศักยภาพทำได้ แต่จะจีทูจีกับจีน หรือซื้อเฉพาะเทคโนโลยีระบบอุโมงค์ ราง รถก็อีกเรื่อง”

 สาเหตุที่ทำให้การเจรจาต้องยุติ เป็นเพราะการยื่นเงื่อนไขของจีนดูไม่น่าเป็นไปได้ เหมือนปิดประตูสิ่งที่ไทยกำลังต่อรอง

         “จีนแจงว่าหากไทยให้ลงทุนทั้งโครงการเหมือนจีนลงทุน 70% ให้กับลาว สังคมไทยคงรับไม่ได้ที่จะให้สิทธิ์พัฒนาที่ดินสองข้างทาง และประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เหมืองแร่” แหล่งข่าวกล่าวย้ำและว่า

รื้อแนว-ฟื้นไฮสปีดเทรน

          ที่ผ่านมาจึงพยายามปรับแบบและเส้นทาง เพื่อให้โครงการเดินหน้า เช่น ลดมูลค่าโครงการจาก 5.3 แสนล้านบาท สร้าง 4 ช่วง 1.กรุงเทพฯ-แก่งคอย 2.แก่งคอย-มาบตาพุด 3.แก่งคอย-โคราช และ 4.โคราช-หนองคาย ล่าสุด “บิ๊กตู่” ประกาศจะสร้างกรุงเทพฯ-แก่งคอย-โคราชก่อน ส่วนแก่งคอย-มาบตาพุดรอไปก่อน หากความต้องการมีมากถึงจะเริ่มสร้าง และมีแนวทับซ้อนรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง รถไฟทางคู่ฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย ที่จะลงไปแหลมฉบังด้วย และขนส่งสินค้าได้เช่นกัน

เปิดผลศึกษาไฮสปีดไทย-จีน

            แหล่งข่าวกล่าวว่า ผลศึกษารถไฟความเร็วสูงเดิมที่จีนศึกษาให้ เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคายเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีระยะทาง 615 กม. สร้างตามแนวรถไฟเดิม รูปแบบก่อสร้างอยู่ระดับดินตลอดทาง ค่าก่อสร้าง 198,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 330 ล้านบาท/กม.

           ขณะที่ผลศึกษารถไฟความเร็วสูงของ สนข.ได้ส่งรายงานอีไอเอแล้ว สายกรุงเทพฯ-โคราช 256 กม. เงินลงทุน 176,598 ล้านบาท มีค่าเวนคืน 8,000 ล้านบาท ส่วนโคราช-หนองคาย 355 กม.

กำลังทำรายงานอีไอเอ จะเสร็จเดือน ก.พ. 2560 ใช้เงินลงทุน 2.4 แสนล้านบาท มีค่าเวนคืน 5,000 ล้านบาท

บิ๊กตู่ ลุยรถไฟไทยจีน ย้ำไทยลงทุนก่อสร้างเอง

             นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ข้อสรุปว่า ไทยจะก่อสร้างช่วง กทม.-โคราช 250 กม. ขนาดราง1.435 เมตร เป็นทางคู่ และระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง 250 กม./ชม. เพราะเป็นเส้นทางที่พร้อมมากที่สุด และไทยจะลงทุนเอง โดยหาแหล่งเงินกู้จากในประเทศและต่างประเทศ หากจีนยินดีให้กู้ก็ขอราคามิตรภาพ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต้องให้กระทรวงการคลังพิจารณา แต่ต้องไม่เกิน 2% ตามที่เคยตกลงไว้

          “ไทยจะกู้เงินเพื่อก่อสร้าง พร้อมควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด ยกเว้นการทำสะพาน เจาะอุโมงค์ จะต้องใช้บริษัทจากจีน เนื่องจากมีความชำนาญมากกว่า หรือถ้าบริษัทก่อสร้างจากจีนจะร่วมก่อสร้างด้วยก็ต้องจอยต์เวนเจอร์กับบริษัทไทย โดยให้บริษัทไทยเป็นแกนนำ ส่วนการเดินรถต้องพูดคุยกันอีกครั้ง หากจีนไม่เข้าร่วมจัดตั้ง SPV เราก็ตั้งเองได้ โดยหาเอกชนที่เป็นบริษัทร่วมทุน รัฐวิสาหกิจ บริษัทไทย ในรูปแบบ PPP” นายอาคมกล่าวและว่า

เลื่อนตอกเข็ม 5 เดือน

           ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมไทย-จีนในโครงการดังกล่าว จะต้องปรับแผนงานจากเดิมที่จะเริ่มก่อสร้างในเดือน พ.ค. 2559 ก็จะเลื่อนออกไป 4-5 เดือน แต่ต้องเริ่มในปีนี้ รวมถึงการปรับมูลค่าโครงการให้สอดคล้องกับราคาวัสดุ และการออกแบบที่เหมาะสม มูลค่าโครงการที่จีนศึกษาอยู่ที่ 190,000 ล้านบาท แต่ไทยคำนวณไว้ 170,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการประชุมครั้งที่ 10 ต้นเดือน เม.ย.นี้

         “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่ว่าวิธีก่อสร้างจะเป็นรูปแบบใด โครงการนี้ยังเป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีนแบบจีทูจี ที่ผ่านมาคณะกรรมการร่วมไทย-จีน เสนอให้จีนร่วมลงทุน 60% ไทย 40%

           หรือสัดส่วนจีน 70% ไทย 30% แต่จากการหารือ จีนไม่สามารถร่วมลงทุนตามข้อเสนอของไทยได้ เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร และอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย และเราไม่ให้สิทธิ์พัฒนาสองข้างทางด้วย รวมถึงสิทธิ์บนสถานีรถไฟแบบที่ลาวให้ และรายได้จากการพัฒนาเหมืองแร่ด้วย”

           “ทำให้จีนไม่ขอร่วมทุนกับไทย ทางไทยก็จะลงทุนเอง”เท่ากับนับหนึ่งใหม่สำหรับเมกะโปรเจ็กต์ไทย-จีน ซึ่งยังมีด่านอีไอเอและเพดานหนี้ที่ต้องฝ่าฟัน แม้การใช้ “ม.44″ เพื่อปลดล็อกทุกสิ่งอย่าง ใช่ว่าจะราบรื่นเสียทีเดียวสุดท้ายคงไม่พ้นเป็นได้แค่ “รถไฟสายการทูต” อย่างที่ประเมินไว้

 

ข้อมูลและภาพ : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

Leave a Reply