ตลาดปูนซีเมนต์ โตแค่1% เหตุเมกะโปรเจ็กต์มาช้า

รูปที่ 1 ตลาดปูนซีเมนต์

เมกะโปรเจ็กต์ไม่มาตามนัดทุบ ตลาดปูนซีเมนต์ โตแค่1%

             เศรษฐกิจซบเซา เมกะโปรเจ็กต์สุดอืด ฉุด ตลาดปูนซีเมนต์ โตต่ำ “เอสซีจี” หั่นเป้าเหลือ 1% จากเดิม 3-5% เผยรายได้ครึ่งปีแรกลดลง 2% ตามภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง กระทบสินค้าเคมีภัณฑ์ ควงพันธมิตรลุยลงทุนต่อเนื่อง

            นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า ผลประกอบการบริษัทในไตรมาส 2 มีรายได้รวมประมาณ 109,000 ล้านบาท ลดลง 4% และมีกำไรอยู่ที่ 16,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

           ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรก มีรายได้จากการขาย 218,872 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามราคาแนฟทาและราคาน้ำมัน ขณะที่กำไรอยู่ที่ 29,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่มีผลดำเนินการงานที่ดีขึ้น ด้านการส่งออกมีรายได้ 59,439 ล้านบาท ลดลง 9%

           เมื่อแยกเป็นรายธุรกิจ ในกลุ่มเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้ 42,984 ล้านบาท ลดลง 6% เนื่องจากปริมาณและราคาขายลดลงตามการชะลอตัวของตลาดภายในประเทศ ขณะที่กำไรอยู่ที่ 2,476 ล้านบาท ลดลง 15% ในครึ่งปีแรกมีรายได้ 88,864 ล้านบาท ลดลง 4% จากสภาวะตลาดในประเทศที่ซบเซา ส่งผลต่อการเติบโตของราคาและปริมาณการขาย, กลุ่มเอสซีจี เคมิคอลส์ มีรายได้ 49,529 ล้านบาท ลดลง 8% แต่เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน ตามราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีกำไร 11,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% ในครึ่งปีแรกมีรายได้ 97,339 ล้านบาท ลดลง 4%

           และกลุ่มเอสซีจี แพ็กเกจจิ้ง มีรายได้ 18,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% มีกำไร 1,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% ในครึ่งปีแรกมียอดขาย 37,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ มีกำไรอยู่ที่ 2,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38%

           ขณะที่ภาพรวม ตลาดปูนซีเมนต์ ในประเทศในครึ่งปีหลัง นายรุ่งโรจน์มองว่า ภาคการก่อสร้างจะยังชะลอตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากฝนตก ส่งผลให้การก่อสร้างชะลอลงตามไปด้วย ส่วนภาพรวมของวัสดุก่อสร้างจากเดิมช่วงต้นปี ประเมินว่าจะเติบโต 3-5% คาดว่าจะไม่เติบโต จากสถานการณ์การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ยังไม่เห็นชัดเจนเท่าที่ควร จึงส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุนตามไปด้วย

          ” ตลาดปูนซีเมนต์ ในประเทศน่าจะเติบโตไม่เกิน 1% หรือไม่เติบโตเลย เอสซีจีเองน่าจะเติบโตใกล้เคียงกับตลาด มาจากหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝนที่ตกหนัก การลงทุนของภาครัฐที่ยังมีไม่มาก รวมถึงการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น ทั้งนี้ในช่วงปลายปีนี้ น่าจะเห็นความชัดเจนของการลงทุนภาครัฐมากขึ้น และจะเป็นแรงผลักให้ภาคเอกชนมีการลงทุนที่มากขึ้นตามด้วย แต่ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะมากขึ้นก็เป็นปีหน้าที่เริ่มก่อสร้างโครงการ”

           นายรุ่งโรจน์กล่าวอีกว่าสำหรับกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ของเอสซีจีรวมทั้งสิ้น 30 ล้านตัน แยกเป็นฐานผลิตในประเทศมีอยู่ประมาณ 23 ล้านตัน แบ่งเป็นขายในประเทศ 16 ล้านตัน และส่งออก 4.5 ล้านตัน คาดว่าการขายในปีนี้จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ส่วนฐานในอาเซียนมีประมาณ 7 ล้านตัน ซึ่งเอสซีจียังคงขยายการลงทุน โดยให้ความสำคัญในการหาพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจเดิมอยู่แล้ว เพื่อพัฒนาธุรกิจให้เจริญเติบโตร่วมกันต่อไปในอาเซียน โดยในเมียนมาจะเดินเครื่องโรงงานได้ในไตรมาส 3/59 และ สปป.ลาวจะเริ่มเดินเครื่องในต้นปี 2560

            นอกจากนี้ ธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้ซื้อหุ้นของ บจ.จัมโบ้บาจส์ แอนด์ ทรักส์ ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบริการขนส่งทางน้ำของไทย เพิ่มเติมอีก 10% มูลค่า 73 ล้านบาท คาดว่าการเจรจาการซื้อขายจะเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ ทำให้เอสซีจีมีหุ้นในบริษัทเพิ่มขึ้นจากเดิม 45% เป็น 55% คิดเป็นมูลค่า 1,323 ล้านบาท

 

ภาพและข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

Leave a Reply