รับสร้างบ้าน ทรงตัว3-20ล้านแข่งดุ-บ้านล้านหลังกระตุกตลาดตจว.

รับสร้างบ้าน

นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทย รับสร้างบ้าน และเจ้าของแฟรนไชส์ รับสร้างบ้าน แบรนด์พีดีเฮ้าส์ที่มีเครือข่ายสาขาในต่างจังหวัดทั่วประเทศ เปิดเผยว่า แนวโน้มปีนี้ตลาดรวม 1.4 แสนล้านบาทน่าจะเติบโตได้เล็กน้อย โฟกัสเฉพาะธุรกิจ รับสร้างบ้าน ที่มีส่วนแบ่งตลาด 1.6 หมื่นล้านบาท คาดการณ์แนวโน้มปีนี้ยังเติบโตได้ 7-8% อยู่ที่ 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท

แนวโน้มยังรวมถึงตลาดต่างจังหวัดมีโอกาสขยายตัวได้สูงกว่าเขต กทม.-ปริมณฑล โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคอีสาน คาดว่าจะขยายตัวสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้งคู่แข่งขันจากกลุ่มผู้ผลิตวัสดุรายใหญ่ สถาปนิกออกแบบ ผู้รับเหมาขนาดกลาง-ใหญ่ที่ให้บริการรับสร้างบ้าน คาดว่าส่วนแบ่งตลาดจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 8.5-9 พันล้านบาท

จุดแห่งการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่เทคโนโลยีซึ่งมีแรงกดดันจากผู้บริโภคในยุค 4.0 และการปรับตัวของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าบ้านและกำไรต่อหน่วยของผู้ประกอบการปรับตัวลดลง 2-3% ในกรณีผู้ประกอบการโนเนมที่ชื่อเสียงของแบรนด์และความน่าเชื่อถือไม่เป็นที่ยอมรับ กำไรต่อหน่วยอาจลดลงมากกว่านี้

ทั้งนี้ ความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคและประชาชนทั่วประเทศตลอดปี 2561 ประเภท “บ้านเดี่ยวสร้างเอง” ขยายตัวใกล้เคียงกับปีก่อนหรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย ประเมินมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท แบ่งตามเซ็กเมนต์พบว่า บ้านสร้างเองเป็นบ้านขนาดเล็กและบ้านสำเร็จรูปหรือบ้านน็อกดาวน์ ราคา 8 แสน-1.5 ล้านบาท มีมูลค่าตลาด 1.2 แสนล้านบาท หรือ 82% มีผู้รับเหมารายย่อยครอง

ส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด, เซ็กเมนต์ราคา 20-200 ล้านบาท มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 8 พันล้านบาท สัดส่วน 6% ของมูลค่าตลาดรวมในฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด 200 ราย มีส่วนแบ่งตลาด 1.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 12% ของตลาดบ้านสร้างเอง และในฝั่งผู้บริโภคนิยมสร้างบ้าน ราคา 3-20 ล้านบาทมากที่สุด

ภาพรวมการแข่งขันตลาดบ้านสร้างเองปี 2561 แบ่งเป็น 2 ตลาดหลัก คือ ตลาด กทม.-ปริมณฑล แข่งขันในระดับมืออาชีพ มีมาตรฐานสูง กับตลาดต่างจังหวัดที่ยังเน้นแข่งขันราคาเป็นหลัก

ทิศทางตลาดปี 2562 ประเมินมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองมีแนวโน้มปรับตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นผลมาจากโครงการบ้านล้านหลังของรัฐบาล คสช. อานิสงส์ตกอยู่กับตลาดเซ็กเมนต์ต่ำล้าน ปริมาณและมูลค่าตลาดขยายตัวในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่

“ปีนี้การแข่งขันของผู้ประกอบการที่เน้นจับตลาดสร้างบ้าน 3-20 ล้านบาท ความต้องการของผู้บริโภคน่าจะขยายตัวได้สูงกว่าปีก่อน ปัจจัยบวกมาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่จะส่งผลดีในแง่ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยหลังใหม่”

นายสิทธิพรกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงด้วยว่า ในปี 2562 ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมีปัจจัยกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจประเทศที่อาจหดตัวจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนวัสดุปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาแรงงานขาดแคลน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก่อสร้างและการสื่อสาร ฯลฯ

ขอขอบคุณประชาชาติ

Leave a Reply