“แคปปิตอล วัน” รุกรีเซล! ผนึกเอเยนต์ชั้นนำสหรัฐฯ ทำตลาดผ่าน MLM

แคปปิตอล วัน

“แคปปิตอล วัน” เตรียมร่วมทุนเอเยนต์ชั้นนำจากอเมริกา ฉีกแนวทำตลาดด้วยระบบ MLM ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางบ้านมือสอง ชี้! กำลังซื้ออสังหาฯไทยซบ จาก 2 ปัจจัย มาตรการแอลทีวีตัดดีมานด์ในประเทศ ซํ้า! ค่าบาทแข็ง

นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอลวัน เรียลเอสเตท จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีบริการครอบคลุมด้านให้คำปรึกษาแก่โครงการกับนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุน รวมถึงการขายอสังหาฯ ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีที่ปรึกษาด้านการขายการตลาดนับพันบริษัท แต่ที่เป็นบริษัทใหญ่ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ มีประมาณ 10 บริษัท และ “แคปปิตอล วัน” เป็น 1 ใน 3 บริษัทชั้นนำของตลาด ที่ดีเวลอปเปอร์ว่าจ้างให้รับผิดชอบการขายโครงการอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ มี 20 โครงการ มูลค่าประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เจาะลูกค้าไทย 65% ที่เหลือเป็นลูกค้าต่างชาติ ในจำนวนนี้ ลูกค้าจีนเป็นหลักสูงถึง 80% โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน

แนวโน้มในอีก 2-3 ปีนี้ ผู้ประกอบการจะเปลี่ยนมาใช้บริการบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาฯ หรือ เอเยนต์ ทำการขายโครงการทั้งหมด จากที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทำร่วมกับเอเยนต์ ซึ่งบริษัทมีแผนจะร่วมทุนกับบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสภาวะตลาดห้องชุดในปัจจุบันราคาโครงการกับราคารีเซลมีส่วนต่างมากเกินไป สำหรับโครงการที่เปิดอยู่ติดกันกับโครงการใหม่ บริษัทก็พยายามใส่ระบบการจัดการอสังหาฯมือสอง เพราะในตลาดอสังหาฯมือสองยังไม่มีดัชนีราคาที่เป็นระบบ ขณะที่ พันธมิตรของเราระบบการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ช่วยให้ง่ายต่อการพิจารณาราคาอสังหาฯ ต่าง ๆ

ที่สำคัญเอเยนต์ชั้นนำจากสหรัฐอเมริการายนี้ มีระบบ Multi Level Marketing (MLM) ซึ่งคนที่อยู่นอกอาชีพเอเยนต์สามารถเข้ามาร่วมธุรกิจได้ ช่วยสร้างฐานการขาย คาดว่าจะเปิดบริษัทร่วมทุนประมาณเดือน ก.ค. นี้ ตั้งเป้าภายในปีนี้จะมีพนักงานประมาณ 2,000 คน

“แคปปิตอล วัน ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางตลาดขายบ้านมือสอง หรือ รีเซล เพื่อรองรับตลาด ประกอบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนจีนเข้ามาซื้ออสังหาฯ ของไทยค่อนข้างมาก เกิดสต๊อกจำนวนมาก แต่ขาดตัวกลางที่มาช่วยดูแลทรัพย์สินให้ ดังนั้น ตลาดรีเซลมีมูลค่ามหาศาลขนาดใหญ่กว่าตลาดบ้านใหม่”

สำหรับภาพรวมการขายอสังหาริมทรัพย์เริ่มซบเซามาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ต่อเนื่องถึงปีนี้ แต่เดือน มี.ค. ปีนี้ ห้องชุดขายพร้อมโอนค่อนข้างดีขึ้น ผลพวงจากมาตรการแอลทีวีของธนาคารแห่งประเทศไทย จากนั้นคาดว่าจะกลับมาซบอีกครั้งในเดือน เม.ย. ถือว่านโยบายคุมเข้มสินเชื่อด้วยมาตรการแอลทีวีของ ธปท. เป็นการตัดดีมานด์ ไม่ได้ตัดซัพพลาย

ขณะที่ ตลาดลูกค้าต่างชาติกำลังซื้อลดลงเป็นผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทั้งนี้ ในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทเทียบกับหยวนจีนและดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ถ้าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ทำให้ลูกค้าต่างชาติเป้าหมายมองว่า อสังหาฯ ของไทยราคาแพงขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Leave a Reply