“เอพี ยันอสังหาฯยังไม่ตัน แต่ต้องปรับ รับเทคโนโลยี disrupt”

เอพี ไทยแลนด์’ เดินหน้าปรับวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ ปั้น 3โมเดลธุรกิจใหม่ หวังดันเป้ารายได้รวม อีก 4 ปี แตะหลัก 6 หมื่นล้าน ย้ำธุรกิจอสังหาฯยังสดใส ดีมานด์ใหม่ยังมี แต่ต้องปรับให้ก้าวทันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง

เอพี

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า “ในปี 2561 ที่ผ่านมาธุรกิจโดยรวมของเอพี ไทยแลนด์ เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คาดการณ์ว่า ในปี 2561 บริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้รวมเติบโตขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้บริษัท ขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้สูงสุดของเมืองไทย การเติบโตแบบสวนกระแสของเอพีเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จในทุกธุรกิจที่เราดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในสินค้าทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ต่างได้รับ การตอบรับที่ดีจากตลาด สะท้อนได้ทั้งจากยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ซึ่งนอกจากนี้ ธุรกิจอื่นๆ ในเครือเอพี ทั้ง ธุรกิจ Property Agent ภายใต้ชื่อ ‘BC (บีซี)’ ที่ให้บริการรับฝากขาย ฝากเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ และไม่ได้จำกัดอยู่ที่สินค้าของเอพีเพียงอย่างเดียว มีผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบก้าวกระโดด มีอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ-ขาย-เช่า ผ่าน บีซี รวมมูลค่าสูงกว่า 12,000 ล้านบาทก้าวขึ้นเป็น Property Agent อันดับ 1 ของประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ และธุรกิจ Property Management ภายใต้ชื่อ ‘SMART (สมาร์ท)’ เป็นธุรกิจบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ส่งผลให้ขณะนี้ มีโอกาสเข้าบริหารจัดการคุณภาพชีวิตในโครงการต่างๆ ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะเครือเอพีกว่า 55,000 ครอบครัว ในกว่า 200 โครงการ ซึ่งก้าวต่อไปทั้งสองบริษัท ‘บีซีและสมาร์ท’ จะยังคงเดินหน้าขยายขอบเขตการให้บริการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

4-2-1-503x335

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในอุตสาหกรรมและนอกอุตสาหกรรม จากการที่นวัตกรรม เทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกิจมากขึ้น หลายธุรกิจได้รับผลกระทบแต่สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์นับเป็นโอกาส บริษัทจึงเตรียมก้าวไปสู่ศักราชใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘AP World, A New Vision of Quality of Life’ วิสัยทัศน์ในการสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ซึ่งจะสมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศ (Eco System) ที่เอพีพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้ง ยังเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน บริษัทฯ จึงพร้อมเปิดตัว 3 ภาคธุรกิจใหม่ (Disruptive Business) ได้แก่

1) VAARI ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต ในรูปแบบ พร็อพเพอร์ตี้ เมเนจเม้นท์ โดยเตรียมนำเทคโนโลยีมาปรับ เพื่อลดทอนการทำงานของบุคคล ตอบสนองการอยู่อาศัยของคนยุคใหม่

2) CLAYMORE ดำเนินธุรกิจสร้างและผลักดันนวัตกรรมดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ ซึ่งขณะนี่เริ่มนำมาทดลองใช้แล้วในหลายโครงการของบริษัท เบื้องจ้นจะเกี่ยวกับการดูแลลูกบ้านและโครงการ

และ 3) SEAC ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคน ในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ ผ่านความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก ซึ่งจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

นายอนุพงษ์  กล่าวว่า ทั้ง 3 ธุรกิจใหม่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเสริมวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประสบความสำเร็จ เคียงคู่ไปกับ Core Business คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพยให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจในการลงทุน แต่พบในช่วงที่ผ่านมา หลายบริษัทเริ่มมีการปรับโมเดลการทำธุรกิจนอกเหนือจากการพัฒนาโครงการเพื่อขายเพียงเท่านั้น เชื่อส่วนหนึ่งเพื่อให้มีความสอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

“ธุรกิจอสังหาฯยังไม่ตัน ยังไปได้อีกไกล จากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ทั้งโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าในกทม-ปริมณฑล เชื่อในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า จะมีวัยทำงานที่พร้อมจะซื้อบ้านจำนวนมาก จะเป็นช่วงที่พีคที่สุด คำถาม คือ เราจะทำอสังหาฯแบบเดิมๆ อยู่หรือ จำเป็นต้องขยับ เพราะปรับตาม Disruption ขณะที่การรุกขึ้นมาปรับวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของเอพี ไทยแลนด์ และคาดหวังว่า ดอกผลที่เกิดขึ้นจากการขยายภาคธุรกิจ จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพี ไทยแลนด์ให้เติบโตแบบดับเบิ้ล หรือตั้งเป้าสร้างรายได้รวมแตะหลัก 60,000 ล้านบาทภายในปี 2565” นายอนุพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ ปี 2562 มีแผนเปิดโครงการรวม 39 โครงการ มูลค่ารวม 56,800 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 34 โครงการ และแนวสูง 5 โครงการ  ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 5-10% รายได้เติบโต 15%

ขอขอบคุณฐานเศรษฐกิจ

Leave a Reply