เยือนถิ่นเจ้าตลาดมิกซ์ยูสระดับโลก “ เฟรเซอร์ส กรุ๊ป ” สิงคโปร์ หุ้นส่วนธุรกิจ “สามย่านมิตรทาวน์”

เฟรเซอร์ส

จุดแรกเป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่กับคอนโดมิเนียม 1,000 ห้อง แบรนด์ “Waterway Point”

ชื่อแบรนด์มาจากตั้งอยู่บนทิศทางน้ำสองทิศทาง เจ้าของโครงการก็เลยหยิบมาตั้งเป็นชื่อโครงการโดยปริยาย แคแร็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์ที่นี่คือมีรถไฟฟ้าจอดเทียบท่า แต่จุดเด่นสุดๆ อยู่ที่เมืองนี้มีแต่รถไฟฟ้าใต้ดิน ทุกอย่างลงใต้ดินหมดแม้กระทั่งเสาไฟฟ้า

เพราะฉะนั้น Waterway Point จึงมีรถไฟใต้ดินจ่อประตูห้าง สะดวกสบายในการเดินทางแบบสุดสุดไปเลย

ต้นตำรับโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส

ที่นี่เพิ่งเปิดบริการได้เพียง 2 ปี ถือว่าใหม่มาก มีคนเข้ามาใช้บริการแล้ว 25 ล้านคน พื้นที่รวม 3.2 แสนตารางฟุต หรือ 5 หมื่นตารางเมตร

ทางผู้บริหารที่นำเยี่ยมชม “Wong Chee Hwa” ผู้จัดการทั่วไป วอเตอร์เวย์ พอยต์ บอกว่าประชากรสิงคโปร์มี 5 ล้านคนทั้งประเทศ พักอาศัยอยู่ในละแวกห้าง วอเตอร์เวย์ พอยต์ 1 ล้านคน

ตัวศูนย์การค้ามี 6 ชั้น ครบเครื่องทุกอย่างในการเป็นแหล่งช็อปปิ้ง ด้านบนเป็นห้องชุด 1,000 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 90-150 ตารางเมตร มีให้เลือก 1-3 ห้องนอน สนนราคาเริ่ม 1.3-3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (อัตราแลกเปลี่ยน 24-25 บาท) ทอนเป็นเงินบาทไทยตกห้องละ 32-75 ล้านบาท

เฟรเซอร์ส

ราคาแบบนี้เขาบอกว่าขายหมดเกลี้ยงแล้วทั้งตึกรูปแบบการใช้ชีวิตในสิงคโปร์ โครงการพัฒนาที่ดินแบบมิกซ์ยูสเป็นที่นิยม 20 กว่าปีมาแล้วสำหรับที่นี่ และยังคงเป็นแนวโน้มแบบนี้ไปอีกเรื่อย ๆ

“โครงการมิกซ์ยูสถ้าทำเลอยู่ชานเมืองก็จะมีห้างกับคอนโดฯ แต่ถ้าเป็นทำเลในเมืองก็จะมีออฟฟิศเพิ่มขึ้นมาด้วย”

จุดโฟกัสอยู่ที่รัฐบาลสิงคโปร์มีทั้งการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ พาดเส้นทางออกนอกเมืองมากขึ้น เปิดพื้นที่พัฒนาที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม อุตสาหกรรมมากขึ้น คราวนี้รถไฟฟ้าสายใหม่เริ่มเป็นรถบนดินหรือรถไฟฟ้ายกระดับ

รูปแบบ “โครงการเมืองใหม่” อยู่ระหว่างก่อสร้าง ระหว่างการเดินทางจุดต่อจุดมองเห็นไซต์ก่อสร้างเป็นระยะ ๆ ตอนนี้มีไฮไลต์จุดปลายทางอยู่ที่ Woodleigh station ซึ่งอยู่ห่างวอเตอร์เวย์ พอยต์ ออกไป 7 สถานี

พลัง 80 เมือง 26 ประเทศ

อีกจุดหนึ่งเป็นการพาชมออฟฟิศบิลดิ้ง “เฟรเซอร์ส ทาวเวอร์” ทำเลซีบีดีบนถนนเซซิล (Cecil) ณ สี่แยกใกล้กันมีตึกสูงแบงก์กรุงเทพของไทยตั้งอยู่ ว่ากันว่าเป็นเรื่องปกติเพราะธนาคารทุกแห่งในโลกนี้พากันมาตั้งสำนักงานในสิงคโปร์ จนกระทั่งรัฐบาลต้องสร้างไพรม์แอเรีย หรือย่านซีบีดีเพิ่ม เพื่อรองรับดีมานด์จากนอกประเทศเหล่านี้

“Brandan Leo” ตำแหน่ง Assistant Vice President Leasing, Commercial บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ สิงคโปร์ บอกว่า ภายในไตรมาส 2/61 เตรียมส่งมอบพื้นที่เช่า รายละเอียดอาคารสูง 38 ชั้น เป็นพื้นที่เช่า 32 ชั้น ที่เหลือเป็นฟาซิลิตี้ส่วนกลาง มีพื้นที่รีเทล ลานสันทนาการ ชั้นใต้ดินเชื่อมกับรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่จอดรถ 282 คัน ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้ว 70%

นโยบายเน้นผู้เช่ารายใหญ่ แต่ละชั้นมีพื้นที่ 1,800-2,000 ตารางเมตรต้องเช่าอย่างต่ำครึ่งฟลอร์ หรือ 900-1,000 ตารางเมตรขึ้นไป อาทิ ไมโครซอฟท์ เช่า 6 ชั้น, ชิเซโด้, ซูมิโตโม่ เป็นต้น

ปัจจุบัน เฟรเซอร์สกรุ๊ปกระจายการลงทุนธุรกิจฮอสปิทัลลิตี้ ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มากกว่า 80 เมือง 26 ประเทศ ครอบคลุมทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา อาทิ โครงการมิกซ์ยูสในเซ็นทรัล พาร์ค ประเทศออสเตรเลีย, โครงการสำนักงานที่ Aldgate ประเทศอังกฤษ, ในเมืองไทยก็คือโครงการวัน แบ็งคอก ที่เปิดตัวด้วยมูลค่าโครงการ 1.2 แสนล้านบาท เป็นต้น

เฟรเซอร์ส

ยอดขาย ณ ปี 2555 อยู่ที่ 10,400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ล่าสุด ณ ปี 2560 มีการเติบโต 21% มาอยู่ที่ 27,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยมียอดรายได้ 4,000 ล้านดอลลาร์ และรายได้หลัก 488 ล้านดอลลาร์โดยเป้าหมายปี 2561 จั่วสโลแกนไว้ว่า “2018 We want to become one powerful, global barand.”

2561 ปีแห่งการเพิ่มมูลค่า

“ธนพล ศิริธนชัย” ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ ระบุว่า ปีนี้ตั้งเป้าให้เป็นปีแห่ง “การเพิ่มมูลค่า-Adding Value”

ตั้งเป้ารายได้รวม 17,800 ล้านบาท สินค้าหลักอยู่ในเซ็กเมนต์ระดับกลาง ได้แก่ บ้านเดี่ยวราคา 7-10 ล้านบาท บ้านแฝดราคา 4-7 ล้านบาท และทาวน์โฮมราคา 2-4 ล้านบาท

ภายใต้ความร่วมมือ “โกลเด้นแลนด์-เฟรเซอร์ส ซินเนอร์จี้” เพิ่มศักยภาพสู่การเติบโตเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ5 อันดับแรกของประเทศ

ทั้งนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เข้าเป็นผู้ถือหุ้นโกลเด้นแลนด์ตั้งแต่ปี 2559 ในนามบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด สัดส่วน 39.9% ความร่วมมือระหว่างกันเริ่มเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการร่วมลงทุนและการร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ

“ในระดับนานาชาติให้การยอมรับการพัฒนาเมืองและพัฒนาอสังหาฯ ของสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการมิกซ์ยูสใจกลางเมือง เพราะราคาที่ดินแพงมาก ต้องใช้พื้นที่คุ้มค่าที่สุด เกิดเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจและสามารถนำปรับใช้กับการพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ ที่มีราคาที่ดินขึ้นเฉลี่ยปีละ 10-15% รวมทั้งที่พักอาศัย อาคารสำนักงานเกรดเอ”

กล่าวสำหรับ 2561 ปีแห่งการเพิ่มมูลค่า-Adding Value โกลเด้นแลนด์ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งคาดว่างานก่อสร้างจะคืบหน้ากว่า 60%

ในขณะที่คะแนนนิยมของเฟรเซอร์สกรุ๊ปยังครองจิตใจเหล่านักลงทุนชาวสิงคโปร์ และนิยมลงทุนผ่านการซื้อหน่วยลงทุนกองทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพราะฉะนั้น การนำความรู้ความชำนาญด้านการบริหารทรัสต์ฯ ระดับโลกของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มาประยุกต์เข้ากับรูปแบบของประเทศไทย

1+1 สูตรธุรกิจปรุงขึ้นมาให้เฟรเซอร์สกรุ๊ปเป็นตัวช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ โกลเด้นแลนด์

2560 รายได้+กำไรอู้ฟู่ ธงปีจอ “Adding Value”

โกลเด้นแลนด์ แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการบริษัทให้ความเห็นชอบงบการเงินงวด 3 เดือน สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2560 ทำผลงานสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท มีรายได้รวมกว่า 4,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,286 ล้านบาท หรือเติบโต 44% กำไรสุทธิ 613 ล้านบาท เพิ่ม 507 ล้านบาทโต 476% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

งบกำไรขาดทุนประจำปี 2560 (12 เดือน) มีกำไรกว่า 1,700 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 663 ล้านบาท หรือ 64% รายได้รวม 13,541 ล้านบาท เพิ่ม 2,744 ล้านบาท หรือ 20% ศักราชปี 2561

“ธนพล ศิริธนชัย” ประธานอำนวยการของโกลเด้นแลนด์ กำหนดให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพขององค์กร (adding value) ผ่าน 5 กลยุทธ์ ดังนี้

1.เพิ่มยอดขายและรายได้ ตั้งเป้ายอดขาย 26,600 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ 17,800 ล้านบาท โดยมี 79 โครงการ จากโครงการเดิม 45 โครงการ เปิดตัวใหม่ 34 โครงการ มูลค่ารวม 39,600 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 4 โครงการ บ้านแฝด 8 โครงการ ทาวน์โฮม 20 โครงการ และต่างจังหวัด 2 โครงการ รวมทั้งรายได้พอร์ตให้เช่า

2.เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ มีแผนนำโครงการเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ที่มีผู้เช่าสำนักงาน 98% มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท เข้ากอง REIT หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (Golden Ventures REIT)

เท่ากับจะมีกอง REIT 3 อาคาร ได้แก่ ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ทำเลติดบีทีเอสสถานีเพลินจิต, สาทรสแควร์ ติดบีทีเอสสถานีช่องนนทรี,เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ ติดเอ็มอาร์ทีสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

3.เพิ่มศักยภาพในระบบฐานข้อมูล ลงทุน 80 ล้านบาทในแซป ฮาน่า (SAP HANA) ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (enterprise resource planning) ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน เข้าเสริมงานวางแผน (planning) งานผลิต (production) งานขาย (sale) งานทรัพยากรมนุษย์ (human resource) และงานบัญชีการเงิน (accounting/finance)

4.เพิ่มศักยภาพการแข่งขันระดับสากล ผ่านความร่วมมือ “โกลเด้นแลนด์-เฟรเซอร์ส ซินเนอร์จี้”

5.เพิ่มศักยภาพพนักงานซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนองค์กร โดยกำหนดให้เป็นปี “องค์กรแห่งการเรียนรู้-learning organization”

“โกลด์มีความเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์องค์กรทั้ง 5 ข้อช่วยเพิ่มมูลค่าและศักยภาพขององค์กร ทำให้บริษัทเติบโตต่อเนื่องตามเป้าหมายในการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 5 อันดับแรกของประเทศไทยภายในปี 2563”

ขอขอบคุณ prachachat

Leave a Reply